รายละเอียด:
กำหนดการเดินทาง :
วันที่แรก กรุงเทพฯ ย่างกุ้ง หงสาวดี พระธาตุอินทร์แขวน (-/L/D)
05.00 น. คณะพร้อมกันที่ สนามบินสุวรรณภูมิ ชั้น 4 เคาน์เตอร์ N 01-04 สายการบิน Myanmar Airways เจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ คอยต้อนรับและอำนวยความสะดวกแก่ท่าน
07.00น. ออกเดินทางสู่กรุงย่างกุ้ง สายการบิน MyanmarAirwaysเที่ยวบินที่ 8M 336
08.05 น. เดินทางถึง สนามบินมิงกาลาดง กรุงย่างกุ้ง ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นำท่านเดินทางไปหงสาวดี (เวลาท้องถิ่นที่เมียนมาร์ช้ากว่าประเทศไทย 30 นาที )
เที่ยง นำท่านรับประทานอาหาร กลางวัน ณ ภัตตาคาร
นำท่านออกเดินทางสู่ คิมปูนแค้มป์ (เชิงเขาไจ้เที่ยว)ระหว่างทางผ่าน สะพานแม่น้ำสะโตง ในอดีตขณะที่ สมเด็จพระนเรศวรกำลังรวบรวมคนไทยกลับอโยธยา ได้ถูกทหารพม่าไล่ตาม พม่าตามมาทันที่ริมฝั่งแม่น้ำสะโตง ในขณะ ที่ฝ่ายไทยได้ข้ามแม่น้ำไปแล้ว พระองค์ได้คอยป้องกันมิให้ข้าศึกข้ามตามมาได้ ได้มีการปะทะกันที่ริมฝั่งแม่น้ำสะโตง สมเด็จพระนเรศวรทรงใช้พระแสงปืนคาบชุดยาวเก้าคืบ ยิงแม่ทัพหน้าพม่าเสียชีวิตบนคอช้าง กองทัพของพม่าเห็นขวัญเสีย จึงถอยทัพ กลับกรุงหงสาวดี พระแสงปืนที่ใช้ยิงแม่ทัพพม่าตายบนคอช้างนี้ได้นามปรากฏต่อมาว่า "พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง" นับเป็นพระแสง อัษฎาวุธ อันเป็นเครื่องราชูปโภค ยังปรากฏอยู่จนถึงทุกวันนี้ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ถึง คิมปูนแค้มป์ หยุดพักเปลี่ยนรถ เป็นรถบรรทุกหกล้อ เพื่อขึ้นบนภูเขาไจ้เที่ยว (ใช้เวลาเดินทางจากบริเวณนี้ประมาณ 45 นาที) ท่านจะได้สัมผัสทัศนียภาพป่าเขาน้ำตกและลำธารอันสวยงามสองข้างทาง พร้อมสัมผัสอากาศเย็นซึ่งจะค่อย ๆ เย็นขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเรากำลังเดินทางสู่ที่สูง เดินทางจนเกือบถึงพระธาตุอินทร์แขวน หยุดเปลี่ยนรถจากรถบรรทุกเป็นเสลี่ยง จากจุดนี้นั่งเสลี่ยงขึ้นไปอีกประมาณ 45 นาที ผู้สูงอายุและผู้ไม่เคยเดินทางขึ้นภูเขาขอแนะนำให้ใช้บริการขึ้นเสลี่ยง ( ค่าเสลี่ยงราคาไปกลับประมาณ เงินไทยไม่เกินท่านละ 800 บาทไม่รวมค่าทิป) ( ลักษณะเสลี่ยงเป็นเก้าอี้ผ้าใบผูกกับไม้ไผ่ขนาดใหญ่ 2 ลำ หามด้วยคน 4 คน ข้างหน้า 2 ข้างหลัง 2 คน)
เดินทางถึง โรงแรมที่พัก GOLDEN ROCK HOTEL//KYAITHIYO HOTEL หรือเทียบเท่า
นำท่านเช็คอิน จัดการเก็บสัมภาระเข้าที่พักให้เรียบร้อย หลังจากนั้น นำท่านขึ้น นมัสการ องค์พระธาตุอินทร์แขวน พระธาตุอินทร์แขวนนี้นับเป็น 1 ใน 5 มหาบูชาสถานสูงสุดของพุทธศาสนิกชนชาวพม่า พระเจดีย์ไจ้ทีโย (พระธาตุอินทร์แขวน) อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร และเป็นที่มาและแรงบันดาลใจของกวีซีไรส์ ปี พุทธศักราช 2534 มาลา คำจันทร์ ที่แต่งวรรณกรรมเรื่อง “เจ้าจันทร์ผมหอม นิราศพระธาตุอินทร์แขวน ท่านจะได้สัมผัสกลิ่นอายพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง และบรรยากาศธรรมชาติที่สดชื่นและบริสุทธิ์ทั่วบริเวณอันกว้างขวางของลานพระธาตุอินทร์แขวน ซึ่งให้ท่านได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติและนมัสการขอพรจากพระธาตุอินทร์แขวนอันศักดิ์สิทธิ์ สมควรแก่เวลา นำท่านกลับสู่ ห้องอาหารของโรงแรม เพื่อรับประทานอาหารค่ำ
ค่ำ รับประทานอาหาร ค่ำ ณ โรงแรมที่พัก
หลังอาหารเชิญท่านตามอัธยาศัย ท่านสามารถกลับขึ้นไปนั่งสมาธิหรือสวดมนต์ได้ตลอดคืน ถ้าจะสักการะกลางแจ้งเป็นเวลานานบริเวณระเบียงที่ยื่นสู่พระเจดีย์ ควรเตรียมเสื้อกันหนาว หรือกันลม หรือผ้าห่ม ผ้าพันคอ เบาะรองนั่งเพราะพื้นที่นั่งมีความเย็นมากเนื่องจาก ที่นี่ สภาพอากาศจะมีลมพัดค่อนข้างแรงเนื่องจากเป็นพื้นที่สูงและโล่งโปร่ง พระเจดีย์องค์นี้เปิดตลอดคืนแต่ประตูเหล็กที่เปิดสำหรับบุรุษเปิดถึงเวลา 22.00 น. เท่านั้น (กรุณาเตรียมกระเป๋าใบเล็กสำหรับค้างคืน 1 คืน บนพระธาตุอินทร์แขวน)
วันที่สอง หงสาวดี พระธาตุมุเตา วังบุเรงนอง พระนอนชเวตาเลียว วัดไจ๊ปุ่น ชมการเวกโชว์ (B/L/D)
05.00 น. เชิญท่านนมัสการ พระธาตุอินทร์แขวน หรือใส่บาตรตามอัธยาศัย ใส่บาตรพระสงฆ์หรือถวายข้าวพระพุทธ มีชุดจำหน่ายบริเวณวัด เมื่อถวายข้าวพระพุทธนิยมจุดเทียนตามกำลังวันหรือจำนวนอายุ ท่านจะ พบกับบรรยากาศยามเช้าที่สดชื่น ทิวทัศน์งดงาม ความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวพม่า สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนภูเขา ถ่ายภาพและชมทัศนียภาพรอบ ๆ พระธาตุ พิสูจน์ความมหัศจรรย์ว่าพระธาตุองค์นี้ตั้งอยู่ได้ อย่างไร โดยไม่ล้มหรือหล่นลงมา การที่ก้อนหินสีทองวางหมิ่นเหม่บนหน้าผามานานนับพันปี โดยเฉพาะเมื่อมองจากด้านล่างขึ้นไปก็ดูคล้ายกับลอยอยู่เหนือหน้าผา ราวกับพระอินทร์นำไปแขวนไว้กลางอากาศนับเป็นอัศจรรย์เจดีย์
07.00 น. รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก
จากนั้นให้ท่านเก็บสัมภาระพร้อมออกเดินทางกลับสู่ เมืองหงสาวดี จากนั้นนำท่านนมัสการ เจดีย์ชเวมอดอร์ (พระธาตุมุเตา) โบราณสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในใจกลางเมืองหงสาวดี ซึ่งได้บูรณะขึ้นโดยพระเจ้าบุเรงนอง(พระเจ้าบะยิ่นเนาน์) เพื่อบรรจุพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้า เพื่อเสริมบารมี อันถือว่าเป็นพระเจดีย์ที่สูงที่สุดในประเทศพม่า มีตำนานอยู่ว่า เมื่อนายวานิชพี่น้องนามว่ามหาศาลกับจุลศาล เดินทางกลับมาจากอินเดีย ทั้งสองได้อันเชิญพระเกศธาตุของพระพุทธองค์มาด้วยสองเส้น เมื่อกลับมาถึงบ้านเกิดจึงได้สร้างสถูปเล็ก ๆ ครอบพระเกศธาตุเอาไว้ ในศตวรรษที่ 16 พระเจ้าปะหยิ่นหน่าวโปรด ฯ ให้แกะเอามณีบนยอดพระมหามงกุฏไปทำฉัตรยอดถวายเป็นพุทธบูชา ต่อมา พระเจ้าโบ่ต่อพญาทรงสร้างฉัตรองค์ใหม่ถวายและเสริมยอดขึ้นไปสุงถึง 90 เมตร ในศตวรรษที่ 20ได้เกิดภัยธรรมชาติแผ่นดินไหวถึงสามครั้ง ครั้งสุดท้ายในปี ค.ศ. 1930 เกิดความเสียหายอย่างมาก จนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ทำการบูรณะขึ้นใหม่จากแรงกายและกำลังทรัพย์ของผู้มีจิตศรัทธาจนถึงปัจจุบันพระเจดีย์สูงถึง 114 เมตร ถ้าเดินรอบ ๆองค์เจดีย์ท่านจะได้เห็นซากเจดีย์องค์เดิมที่พังทะลายลงมาเมื่อเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ และฉัตรยอดเจดีย์ จากนั้นนำท่านชมพระราชวังบุเรงนอง หากพูดถึงกษัตริย์ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งของเมืองหงสาวดีก็ไม่มีกษัตริย์พระองค์ใดโดดเด่นเท่า พระเจ้าบุเรงนอง หงสาวดีเจริญรุ่งเรืองสุดขีดในรัชสมัยของพระเจ้าบุเรงนอง โดยพระองค์ได้สร้างพระราชวังบุเรงนองขึ้นในปี พ.ศ. 2109 ชื่อ กัมโพชธานี เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางทางการปกครองและใช้ออกว่าราชการ ซึ่งนับเป็นพระราชวังใหญ่โตมีประตูทางเข้าออกถึง 10 ประตู สร้างโดยเกณฑ์ข้าทาสจากเมืองขึ้นต่าง ๆ โดยหนึ่งในนั้นมีเมืองเชียงใหม่และอยุธยารวมอยู่ด้วย จนถึงสมัยพระเจ้านันทบุเรงที่ เสด็จหนีพระนเรศวรไปเมืองตองอู และพวกยะไข่เผาทำลายหงสาวดีทรงทิ้งให้พระราชวังแห่งนี้รกร้างลงเป็นเวลาร่วม 3 ศตวรรษ ซึ่งพระราชวังเดิมนั้นเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์และถูกจับเป็นตัวประกันในคราวนั้น หลังจากนั้นไม่นาน เมืองอังวะก็กลายมาเป็นเมืองหลวงของประเทศพม่าโดยสมบูรณ์ก่อนที่พม่าทั้งประเทศจะเสียเอกราชให้ประเทศอังกฤษต่อมาในปี พ.ศ. 2533 ได้มีการค้นพบเสาและกำแพงเดิมที่ถูกฝังอยู่ใต้ดิน รัฐบาลพม่าจึงได้ทำการขุดค้นและสร้างพระราชวังบุเรงนองขึ้นมาใหม่ เพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยว โดยถอดแบบจากของเดิม ซึ่งบางส่วนได้สร้างแล้วเสร็จไป แต่ยังคงมีอีกบางส่วนก็กำลังรอทุนในการก่อสร้างนำท่านนมัสการ พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวพม่าทั่วประเทศ เป็นพระนอนที่งามที่สุดในประเทศ องค์พระยาว 55 เมตร สูง 16 เมตร พระพุทธไสยาสน์แห่งพะโค (เมืองหงสาวดี) องค์นี้สร้างขึ้นใน ค.ศ. 994 ตามบัญชาของพระเจ้ามินกะดีป่า ก่อนหน้าที่พวกบะหม่า(พม่า) จะเข้ามามีอำนาจเหนือพวกมอญ แต่พระองค์ก็ถูกทิ้งให้ผุพังอยุ่เกือบ 500 ปี จนถึงรัชสมัยของพระเจ้าธรรมเจดีย์ทรงสั่งให้ข้าทาสทหารได้บูรณะขึ้นใหม่ เมื่อเข้าสู่ ศตวรรษที่ 18 พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียวจึงถูกทิ้งร้าง และได้ปล่อยให้ป่ารกชัฏขึ้นปกคลุมอีกครั้งจนกระทั่งปี 1881 ผู้รับเหมาสร้างทางรถไฟให้กับอังกฤษกลุ่มหนึ่งได้พบเข้าโดยบังเอิญแต่ก็คิดว่ามันเป็นแค่ กองอิฐกองหิน ต่อมาทางการจึงได้ถางป่าออกในปี 1906 แล้วใช้เหล็กปลูกโรงเรือนช่วยคุ้มแดดคุ้มฝนให้แต่ดูไม่ดีเท่าไหร่ ครั้นถึงปี 1948 จึงทำการบูรณะพระองค์ขึ้นใหม่อีกครั้ง มีการทาสีและปิดทองล่องชาดอย่างงดงาม ได้ทำการบูรณะเลยมาจนถึงปัจจุบัน ตรงทางขึ้นตลอดสองข้างให้ท่านช้อปปิ้งของฝากจากเมืองหงสาวดี อาทิ ผ้าพื้นบ้าน ไม้แกะสลัก เรือสำเภา ฯลฯ
12.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารเมืองหงสาวดี
จากนั้นนำท่านกราบนมัสการ เจดีย์ไจ้ปุ่น ซึ่งจะถึงก่อนเดินทางเข้าตัวเมืองหงสาวดี พระเจ้าธรรมเจดีย์ทรงสร้างขึ้นในปี 1467 พระเจดีย์กก่อเป็นแกนทึบรูปทรงสี่เหลี่ยมอยู่ตรงกลาง มีพระพุทธรูปนั่งสูง 30 เมตรประดิษฐานอยู่สี่ทิศ แทนองค์สมเด็จพระสมณโคดม (หันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ) กับพระอดีตพุทธเจ้าอีกสามองค์ อันได้แก่ พระโกนาคมน์ (หันพระพักตร์ไปทางทิศใต้) พระกกุสันธะ (หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก) พระกัสสปะ (หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตก) ซึ่งพระพุทธรูปกัสสปะนั้นชำรุดผุพังมาก เนื่องจากเกิดแผ่นดินไหวในปี 1930 และได้บูรณะขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ.2019 มีตำนานว่า เจดีย์ไจ้ปุ่น สร้างโดยสี่สาวพี่น้องที่อุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนาสร้างพระพุทธรูปแทนตนเอง และสาบานตนไม่ข้องแวะกับบุรุษเพศ เชื่อกันว่าหากคนใดคนหนึ่งแต่งงาน พระพุทธรูปก็จะพังลงมา
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารการะเวกก์พร้อมชมการแสดงนาฏศิลป์ของพม่า อันงดงาม อ่อนช้อย บนทะเลสาบหลวง ภัตตาคารแห่งนี้สร้างตามต้นแบบเรือกัญญาของราชวงศ์พม่า หัวเรือเป็นรูปนกการะเวกก์สัตว์ในเทพนิยายอินเดีย หลังคาทำเป็นทรงปราสาทซ้อนสูง ภายในตกแต่งด้วยงานลงรักปิดทองประดับกระจกสี หินอ่อน และงานฝังมุก ประดับไฟอย่างงดงาม ท่านสามารถเห็นทิวทัศน์ของพระมหาเจดีย์ชเวดากองได้งดงามน่าประทับใจอย่างยิ่ง
นำท่านสู่พักที่โรงแรม CHARTRUIM // PARKROYAL // KANDAWGYI HOTEL หรือเทียบเท่า
วันที่สาม ย่างกุ้ง ทะเลเจดีย์พุกาม เจดีย์ชเวสิกอง วัดอนันดา วัดสัพพัญญู วัดมนูหะ วัดนันพญา มหาเจดีย์ธรรมยังยี . เจดีย์ชเวซันดอ เจดีย์บูพยา ล่องเรือชมพระอาทิตย์อัสดง B/L/D
04.00น. รับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม หลังอาหารนำท่านเดินทางสู่ สนามบินย่างกุ้ง
06.15น. นำท่านเดินทางสู่ เมืองพุกาม (BAGAN) โดยสายการบินแอร์บากัน เที่ยวบินที่ W9009
07.35น. เดินทางถึงเมืองพุกาม (BAGAN) ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของเขตที่ราบ บะกัน ในปัจจุบัน คือเมือง หย่าวน์อู่ เมื่อสมัยกุบไลข่านยกทับมาเหยียบเมืองบะกันในปี 1287 นั้น ได้มีการสร้างวัดวาอารามและสถูปเจดีย์ขึ้นบนที่ราบอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้กว่า 13,000 แห่ง แต่หลังจากที่ผ่านไป 700 ปี กลับมีมีศาสนสถานหลงเหลืออยู่ ราว 2,000 แห่งเท่านั้น นอกนั้นก็ยังคง หลงเหลือแค่ซากกองหินอิฐที่ปรักหักพังบ้าง ถูกแม่น้ำเอยาวดีพัดหายไปบ้าง ชม เจดีย์ชเวสิกอง (SHWEZIGON) 1 ใน 5 มหาเจดียสถานศักดิ์สิทธิ์ของพม่า องค์เจดีย์สีทองอร่ามทรงระฆังคว่ำ สูง 160 เมตร เป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระเขี้ยวแก้ว เจดีย์รูปแบบศิลปะพม่าแท้ แห่งนี้สร้างขึ้นโดยกษัตริย์อโนรธา (King Anawrahta) ด้วยทรงเชื่อว่าตนเองเป็น “พระมหาจักรพรรดิราช ”จึงพยายามรวบรวมพระสารีริกธาตุมาไว้ด้วยกัน จากนั้น ทรงปล่อยช้างเผือกที่อัญเชิญมาจากลังกาออกไปเพื่อเสี่ยงทาย พญาช้างเผือกพำนักที่ตรงไหน ก็สร้างเจดีย์ชเวสิกองที่นั้น แต่สร้างฐานไปได้แค่สามชั้น พระเจ้าอโนรธาก็สิ้นพระชนม์ลงเสียก่อน พระเจ้าจันสิตธาจึงสร้างต่อจนแล้วเสร็จสมบูรณ์ ในปี 1089จากนั้น นำท่านชม วัดอนันดา (อนันดากู่พยา) สร้างเสร็จเมื่อปี 1091 โครงสร้างของวัดมีระเบียงทางเดินที่ไม่ซับซ้อน มีซุ้มประตูใหญ่สี่ซุ้มขนาดเท่ากันทุกด้าน เปิดจากแนวกึ่งกลางกำแพงไปสู่ห้องคูหากลางวิหาร ด้านบนก่อเป็นแกนทึบสี่เหลี่ยมขึ้นไปรับกับส่วนยอด โครงสร้างวิหารมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ในซุ้มพระมีพระพุทธรูปยืน สูง 9.5 เมตร ประดิษฐานอยู่ทั้งสี่ซุ้ม แทนองค์พระอดีตพระพุทธเจ้าทั้ง จากนั้นนำท่านชม วัดสัพพัญญู (ตั๊ดปยิ่นยูพยา) จัดเป็นวัดที่สูงที่สุดใน บะกัน สูงถึง 61 เมตร และถือเป็นแม่แบบของสถาปัตยกรรมบะหม่าจากนั้นนำท่าน ชมวัดมนูหะ สร้างขึ้นโดยกษัตริย์มหูหา กษัตริย์มหูหาทรงมีพระประสงค์ที่จะสั่งสมบุญไว้สำหรับชาติภพหน้า จึงนำเอาอัญมณีบางส่วนไปขายเอาเงินมาสร้างวัดแห่งนี้ โดยสร้างพระพุทธรูปนั่งขนาดใหญ่ 3 องค์ และพระพุทธรูปนอนขนาดใหญ่อีก 1 องค์ ในศาลาสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็ก สะท้อนออกถึงความคับแค้นใจที่ถูกจับมาขังเป็นเชลยได้อย่างดี จากนั้นชม วัดนันพญา เดิมเป็นที่ใช้คุมขังพระเจ้ามหูหา กษัตริย์มอญที่รบแพ้ พระเจ้าอะนอรธา กษัตริย์พม่า เลยถูกจับมาเป็นเฉลยศึกที่นี่ วัดนี้มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสพร้อมระเบียงยาว ภายในมีศิลปะนูนต่ำเรื่องทศชาติที่งดงาม สะท้อนอิทธิพลพราหมณ์ที่ปะปนกับพุทธศาสนาเถรวาทแบบมอญเอาไว้อย่างลงตัว
12.00น. รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย หลังอาหารนำท่านชม มหาเจดีย์ดัมมะหยั่นจี หรือ "แสงสว่างแห่งธรรม”สร้างในรัชสมัยของพระเจ้านะระตู่ ถึงแม้รัชสมัยจะสั่นยิ่ง แต่พระองค์ก็ได้ชื่อว่า เป็นผู้ที่สร้างวัดที่ใหญ่ที่สุดใน บะกัน (พุกาม) ด้วยพระองค์ ทรงวิตกว่า ผลกรรมจากการกระทำในชาตินี้ จะติดตามพระองค์ไปในชาติภพหน้า พระองค์จึงสร้างวัดนี้ขึ้นเพื่อล้างบาป เล่าขานกันว่า พระเจ้านะระตู่ ทรงควบคุมดูแลการก่อสร้างด้วยพระองค์เอง ช่างจะต้องวางเรียงศิลาไม่ให้มีช่องแม้แต่แม้เข็มเพียง 1 เล่ม หากสอดผ่านรอยต่อไปได้ช่างก่อสร้างจะต้องถูกสั่งประหารทันที แต่การก่อสร้างยังไม่ทันแล้วเสร็จ พระองค์ก็ถูกลอบปลงพระชนม์ลงเสียก่อนนำท่านชมเจดีย์ชเวซันดอ หนึ่งในพระพุทธสถานสามแห่งที่ พระเจ้าอโนรธาทรงสร้างไว้ในบะกัน สร้างขึ้นในปี 1057 และมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มหาเป่งนะกู่พยา (วัดพระพิฑเนศ) เพราะแต่เดิมเคยมีเทวรูปพระพิฑเนศประดิษฐานอยู่ตามมุมฐานทักษิณทั้ง 5 ชั้น ให้ท่านได้ ความงดงามของ ทะเลเจดีย์ และถือเป็นที่ๆเหมาะที่สุดกับการเก็บภาพความประทับใจได้เกือบทั่วเมืองพุกามเลยทีเดียว จากนั้นให้ท่าน นั่งรถม้า ชมความงามของเมืองทะเลเจดีย์ ท่านจะได้ สัมผัสกับบรรยากาศ ของความศรัทธาในพุทธสถานที่คนบะกัน ได้ใช้สัญลักษณ์การสร้างเจดีย์ทั้งเมืองเป็นพันๆๆแห่ง เพื่อแสดงถึงเชื่อและแรงศรัทธาที่งดงาม (รถม้า1 คัน สามารถนั่งได้ 4 ท่าน ) จากนั้นนำท่านสู่ เจดีย์บูพยา เพื่อล่องเรือชม พระอาทิตย์อัสดง ตามเส้นทางลุ่มแม่น้ำอิรวดี ท่านจะได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวอิรวดี บรรยากาศยามเย็นที่นี่ช่างงดงามเหลือเกิน ท่านจะได้พบเห็น ชาวอิรวดี ที่ใช้ชีวิตพึ่งพาแม่น้ำสายนี้เพื่อความอยู่รอด ตลอดชายฝั่ง จะมีชาวอิรวดี อาบน้ำ ซักผ้า และภาพบรรยากาศเด็กๆเล่นน้ำอย่างสนุกสนานและชีวิตที่สิ้นไร้ซึ่งแสงสี อย่างสิ้นเชิง ของพวกเขาช่างมีความสุขกันเหลือเกิน
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
เดินทางเข้าสู่โรงแรมที่พัก BAGAN HOTELหรือเทียบเท่า
วันที่สี่ พุกาม มัณฑะเลย์ อมรปุระพระมหามุนี พระราชวังมัณฑะเลย์ Mandalay Hill B/L/D
05.30น. รับประทานอาหารเช้า ที่ห้องอาหารของโรงแรม หลังอาหารออกเดินทางสู่สนามบินพุกาม
07.50 น. ออกเดินทางสู่เมืองมัณฑะเลย์ โดยสายการบินแอร์บากัน เที่ยวบินที่ W9009
08.20น. ถึง เมืองมันฑะเลย์ อดีตราชธานีของพม่าบน มัณฑะเลย์ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่เมืองที่ยังคงใช้ ชื่อเดิมเรื่อยมาไม่มีการเปลี่ยนแปลง ตั้งอยู่บนที่ราบอันแห้งแล้งและเขตทำนาปลูกข้าวตามแนวลำน้ำเอยาวดีตอนบน มีประชากรมากกว่า 1 ล้านคน อากาศร้อน (ยกเว้น ช่วงฤดูหนาว ธันวา –กุมภา) ปัจจุบันมัณฑะเลย์ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีนาฎศิลป์และคีตศิลป์ดีที่สุดในพม่า นำท่านเดินทางสู่ เมืองอมรปุระ อยู่ทางตอนใต้ของเมืองมัณฑะเลย์ออกไป 12 กิโลเมตร พระเจ้าโบ่ต่อพญาทรงสร้างเมืองอมรปุระขึ้นในปี 1782 ใกล้กับเมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นราชธานีที่มีอายุน้อยที่สุดเพียง 76ปี โดยย้ายจากเมืองอินน์วะ ตามคำแนะนำของเหล่าปุโรหิตโหราจารย์ ที่หวั่นวิตกกับสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงที่พระเจ้าโบ่ต่อพญาทรงขึ้นครองราชย์ การชิงอำนาจในช่วงนั้น เริ่มจากการสังหารหมู่ การใช้ไฟกวาดล้างโจมตีหมู่บ้านป่างคะในละแวกเมืองสกายน์ คนในหมู่บ้านถูกไฟครอกตายอย้างน่าสยดสยอง เหล่าพารหมณ์จึงเห็นพ้องว่า ควรย้ายราชธานีไปอยู่ที่อมรปุระ ให้เป็นราชธานีแห่งใหม่แทน จึงมีการบันทึกเรื่องราวของเมืองหลวงใหม่กับประชากรกว่า 200000 คนเอาไว้ นำท่านร่วมทำบุญถวายปัจจัย ณ วัดมหากันดายงค์ (Maha Gandayon Monastery) ซึ่งเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดของพม่าที่เมืองอมรปุระ ซึ่งในช่วงเพลจะมีภิกษุสงฆ์นับร้อยรูป เดินเรียงแถวด้วยอาการสำรวม เพื่อรับถวายภัตตาหารเพล จากนั้นนำท่านสู่ ทะเลสาบต่าวตะหมั่น ระดับน้ำในทะเลสาบจะมีน้ำขึ้นเยอะหรือน้อยขึ้นอยู่กับฤดูกาล ช่วงฤดูหนาว น้ำจะแห้งกลายเป็นแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ เหมาะสำหรับทำการเพาะปลูก ในช่วงนั้น ชาวบ้านจึง มีการทำการเพาะปลูก หลายชนิด เช่น ข้าวโพด ข้าว แม้แต่ดอก ทานตะวันก็ดูสวยงามในฤดูหนาว เหนือท้องน้ำมีสะพานไม้ ทอดข้ามทะเลสาบ 1.2 กิโลเมตร เรียกว่า สะพานไม้อู่เป่ง (U-BEN) สะพานไม้ที่ยาวที่สุดในโลก สร้างขึ้นหลังจากที่ย้ายราชธานีมาอยู่ที่อมรปุระ เป็นสะพานไม้สักที่นำมาจากเมืองอินน์วะ โดยเสนาบดีของพระเจ้าโบ่ต่อพญา ชื่อว่า เสาอู จึงเรียกชื่อสะพานไม้นี้ ตามชื่อ คือ อู่เป่ง เสาของสะพานใช้ไม้สักถึง 1,208ต้น ซึ่งมีอายุกว่า 200ปี
เที่ยง รับประทานอาหารกลาวงวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย นำท่านเดินทางสู่ วัดพระมหามุนี ( มหามุนิพยา ) สิ่งศักดิ์สิทธิ์ 1 ใน 5 แห่งของพม่า แปลว่า วัดปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ บางครั้งเรียกกันว่า วัดยะไข่บ้าง วัดพยาจีบ้าง สร้างขึ้นรัชสมัยพระเข้าโบ่ต่อพญา แต่ร้อยปีให้หลังได้เกิดเพลิงใหม้ ทำให้ต้องทำซ้ำขึ้นมาใหม่ ครั้งหนึ่งสมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จมาแสดงธรรมโปรดชาวเมืองธรรมวดี ท้าวสักกะได้เสด็จเนรมิตพระพุทธรูปขึ้นองค์นึง งามดุจมีชีวิต ทำให้พรพุทธองค์พอพระทัยมาก ตรัสว่า “คถาคตจะเข้าสู่นิพพานเมื่ออายุได้ 80 ปี แต่พระพุทธรูปและพระธรรมคำสอนของคถาคตจะดำรงสืบต่อไปอีก 5,000 ปี เท่ากับอายุที่คถาคตกำหนด ไว้สำหรับศาสนานี้” ชาวเมืองจึงอัญเชิญพระพุทธรูปพระมหามุนี ขึ้นประดิษฐานเหนือรัตนบัลลังก์บนยอดเขาสิริคุตตะ และเชื่อกันว่าพระพุทธรูปนี้เป็นหนึ่งในบรรดาพระพุทธรูปเหมือนที่สร้างขึ้นในสมัยพระพุทธองค์ยังมีพระชนม์ชีพ และมีเพียง 5 องค์ เท่านั้น อีก 2 องค์ประดิษฐานอยู่ที่อินเดีย อีกสององค์ที่เหลือประดิษฐานอยุ่บนสวรรค์ชั้นฟ้า พระมหามุนี ถือเป็นต้นแบบพระพุทธรูปทองคำทรงเครื่องกษัตริย์ขนาดใหญ่ที่ได้รับการขนานนามว่า “พระพุทธรูปทองคำเนื้อนิ่ม” จากนั้นนำท่านชม พระราชวังมัณฑะเลย์ รอยอดีตสุดท้ายก่อนพม่าเสียเมือง หรือที่เรียกว่า พระราชวังหลวงในรัชสมัยพระเจ้ามินดง ถูกสร้างขึ้นตามแบบผังภูมิจักรวาลแบบพารหมณ์ปนพุทธ โดยสมมุติให้เป็นศูนย์กลางของโลก (เขาพระสุเมร) แผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส มีกำแพงล้อมรอบทั้งสี่ทิศ แต่ละทิศมีทางเข้า 3 ประตู รวมทั้งสิ้น 12 ประตู ที่ประตทำสัญลักษณ์จักรราศรีประดับเอาไว้ ใจกลางพระราชวังเป็นห้องพระมหาปราสาท (ห้องสีหาสนบัลลังก์) เหนือห้องทำเป็นยอดปราสาท หุ้มด้วยแผ่นทองซ้อนกันเจ็ดชั้น สูง 78 เมตร เชื่อกันว่าจะเป็นในจักรวาลจะลอดผ่านตรงลงมาสู่พระแท่นราชบัลลังก์ ช่วยให้กษัตริย์ ตัดสินพระทัยในเรื่องต่างๆได้อย่างถูกต้อง นำท่านสู่ วัดกุโสดอร์ ใจกลางวัดเป็นเจดียืมหาล่อกะมาระเส่ง (มหาโลกมารซิน) สูง 30 เมตร ซึ่งจำลองแบบมาจากพระมหาเจดีย์ชเวสิกองแห่งเมืองพุกาม เป็นวัดที่พระเจ้ามินดงสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 5 และ ถือเป็นครั้งแรกที่มีการจารึกลงบนหินอ่อน 729 แผ่นเป็นภาษาบาลี ทั้งหมด จารึกพระไตรปิฎก 84,000 พระธรรมขันธ์ และต้องใช้พระสงค์ถึง 2400 รูปในการคัดลอก และใช้เวลานานถึง หกเดือน กว่าจะแล้วเสร็จ พระไตยปิฏกที่ชำระขึ้นในครั้งนี้ เรียกได้ว่าเป็น “พระไตรปิฎกเล่มใหญ่ที่สุดในโลก” และชม วิหารชเวนันดอร์ เคยตั้งอยู่ในพระราชวังหลวง เป็นที่ประทับนั่งสมาธิของพระเจ้ามินดง เพียงหลังเดียวที่เหลือรอดมาได้ จนสิ้นพระชนม์ที่วิหารแห่งนี้ พระเจ้าตี่ปอก็โปรดฯ ให้ย้ายมาไว้ยังที่ตั้งปัจจุบัน
จากนั้นนำท่านทางสู่ MANDALAY HILLเป็นจุดชมวิว ทิวทัศน์ ที่สวยงามที่สุดของเมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของพระราชวัง อยู่บนเขาสูง 240 เมตร ในอดีตนั้นทหารอังกฤษกับอินเดียจำนวนมากมาทิ้งชีวิตไว้ที่นี้ เมื่อครั้งที่เข้าตีค่ายทหารญี่ปุ่นในปี 1945 และทางทิศใต้มีบันไดทางขึ้นใหญ่สองสาย ขั้นบันไดทางขึ้นมีอยู่ประมาณ 1,729 ขั้น แต่ก็ขึ้นไม่ลำบากเพราะมีหลังคาคลุมกันแดดกันฝนตลอดทางเดินขึ้น มีร้านค้าขายของที่ฝากของที่ระลึกตลอดสองข้างทางเดิน (สำหรับท่านที่ไม่สามารถเดินขึ้นเขาได้นั้น จะมีลิฟไว้คอยบริการ) หลังจากขึ้นเขามาได้ครึ่งทาง จะพบวิหารใหญ่หลังแรก ภายในมีพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานอยู่สามองค์ จากนั่นเดินขึ้นบันไดต่อไปอีกก้อจะถึงจุดชมวิวของเมืองมัณฑะเลย์ ณ จุดตรงนี้ท่านสามารถมองเห็นทัศนียภาพของเมืองมัณฑะเลย์เกือบทั้งเมือง ร่วมเชิญท่านบันทึกภาพอันน่าประทับใจไว้เป็นที่ระลึก
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
จากนั้นเดินทางเข้าสู่โรงแรมที่พัก MANDALAY HILL RESORT หรือเทียบเท่า
วันที่ห้า มัณฑเลย์-ย่างกุ้ง-พระพุทธไสยาสน์เจ้าทัตจี ปางช้างเผือก พระหินอ่อน มหาเจดีย์ชเวดากอง B/L/D
04.00 น. นำท่าน สู่ เจดีย์มหามุนี (Mahamuni Pagoda) เพื่อเข้าร่วม พิธีล้างหน้าพระ มหามุนี ซึ่งที่นี่จะทำการเป็นประจำทุกวัน เป็นพิธีการที่ศักดิ์สิทธิ์มากหากท่านใดที่ได้เข้าร่วมในพิธี จะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศแรงศรัทธาที่ชาวมัณฑะเลย์ได้ปฏิบัติทุกวัน มีบรรเลงดนตรีขณะทำพีธีล้างหน้าพระมหามุนี (แนะนำไม่ควรพลาด) หลังเสร็จจากพิธี นำท่านกลับสู่โรงแรมเพื่อรับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
08.00น. นำท่านเดินทางสูสนามบินเมือง มัณฑะเลย์
09.35 น. ออกเดินทางสู่เมืองย่างกุ้ง โดยสายการบิน โดยสายการบินแอร์บากัน เที่ยวบินที่ W9011
10.45น. ถึงสนามบินเมืองย่างกุ้ง นำท่านเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองย่างกุ้ง
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
จากนั้นนำท่านสักการะ พระพุทธไสยาสน์เจ้าทัตจี หรือ พระตาหวาน ซึ่งเป็นพระที่มีความสวยงามอีกองค์หนึ่งของพม่า มีความยาวถึง 70เมตร แต่เก่าแก่เพียงไม่กี่สิบปีและมีขนาดใหญ่กว่า พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว มีขนตาที่งดงามและดวงตาที่สง่างาม ซึ่งได้ให้ช่างที่ฝีมือการประดิษฐ์ที่ดีที่สุดในพม่าสร้างดวงตาขึ้น พระบาทมีภาพมงคล 108ประการและพระบาทซ้อนกันซึ่งแตกต่างกับศิลปะของไทย อย่างไรก็ดี วัดแห่งนี้จัดเป็นศูนย์กลางสำคัญในการศึกษาตำรับตำราทางพระพุทธศาสนา มีพระภิกษุจำพรรษาอยู่มากถึง 600 รูป จากนั้นนำท่านชม ช้างเผือก ซึ่งหลาย ๆ ท่านได้ยินแต่เพียงว่าช้างเผือกมีลักษณะแบบนั้นและในประเทศไทยแทบจะไม่มีให้เห็น เพราะช้างเผือกต้องมีคชลักษณะตรง 5 ประการ คือ งาอุ้มบาตร หลังโค้งเหมือนคันธนู หางผู่ เล็บขาว ผิวเปลือกมะนาว จากนั้นนำท่านนมัสการ พระหินอ่อน ซึ่งเป็นพระที่ทำมาจากหินอ่อนทั้งองค์และใช้หินก้อนเดียวในการเกาะสลัก โดยใช้ช่างเกาะสลักชาวพม่าฝีมือดี จากนั้นนำท่านนมัสการ พระมหาเจดีย์ชเวดากอง พระเจดีย์ทองคำคู่บ้านคู่เมืองประเทศพม่าอายุกว่าสองพันห้าร้อยปี กล่าวกันว่าทองคำที่ใช้หุ้มมหาเจดีย์ชเวดากองนี่ยังมีมากกว่าในห้องนิรภัยของธนาคารประเทศอังกฤษเสียอีก ใครก้อตามที่ได้พบเห็น ก็ต้องรู้ว่าพม่านั้นมีความมั่งคั่งแฝงเร้นอยู่มากมายมหาศาล มหาเจดีย์ชเวดากองมีความสูง 100 เมตร ภายในองค์เจดีย์ประดิษฐานพระเกศธาตุของพระพุทธเจ้าและเครื่องบริขารของอดีตพระพุทธเจ้าอีกสามองค์เอาไว้ ส่วนด้านนอกมีการใช้แผ่นทองหุ้มเอาไว้มากถึง 8,688 แผ่น ส่วนยอดประดับด้วยเพชร 5,448 เม็ด ทับทิม ไพลิน และบุษราคัมอีก 2,317 เม็ด มีมรกตเม็ดเขื่องอยุ่ตรงกึ่งกลาง ทั้งหมดนี้อยู่บนยอดฉัตรสูง 10 เมตร ที่มีไม้หุ้มทองเจ็ดท่อนรองรับ มีระฆังใบเล็ก ๆ ประดับอยู่ 1,485 ใบ เป็นระฆังทอง 1,065 ใบ ระฆังเงิน 420 ใบ รอบองค์เจดีย์ชเวดากองมีทั้งสถูปบริวาร วิหารทิศ วิหารราย และศาลาอำนวยการ มีพระประจำวันเกิดให้ท่านได้สรงน้ำขอพร และขอพรจากองค์เจดีย์ ณ ลานอธิฐานอดีตเคยเป็นลานอธิฐานของพระเจ้าบุเรงนองก่อนออกรบ ซึ่งท่านสามารถถ่ายภาพตรงมุมนี้จะสวยที่สุด
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
จากนั้นนำท่านสู่ที่พัก โรงแรม CHARTRUIM //PARKROYAL //KANDAWGYI HOTELหรือเทียบเท่า
วันที่หก เจดีย์โบดาทาวน์รูปปั้นเทพทันใจ ตลาดสก็อต กรุงเทพ ฯ (B/L/-)
เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก
นำท่านนมัสการ เจดีย์โบดาทาวน์ (เจดีย์โปตาทอง) ซึ่งเป็นสถานที่สักสิทธิ์ ตามตำนานกล่าวไว้ เมื่อราว 2000 ปีก่อนกษัตริย์มอญมีนามว่า พระเจ้าโอกาละปะ ทรงบัญชาให้นายทหารระดับแม่ทัพ1000นาย ตั้งแถวถวายสักการะแด่พระเกศธาตุที่นายวาณิชสองพี่น้องอัญเชิญมาทางเรือและมาขึ้นฝั่งเมืองตะเกิงหรือเมืองดากอง ณ บริเวณนี้ จึงสร้างเจดีย์โบดาทาวน์นี้และทรงแบ่งเส้นพระเกศธาตุไว้1เส้น บรรจุในเจดีย์เพื่อบูชา ก่อนนำไปบรรจุไว้ในเจดีย์ชเวดากองและเจดีย์สำคัญอื่นๆ ข้างในองค์เจดีย์ ท่านจะได้ชม สิงของสมัยโบราณ อาทิ พระพุทธรูปทองคำ เงิน ดินเผา ซึ่งจัดแสดงไว้ให้ชมภายในองค์เจดีย์ (สถานที่แห่งเดียวที่ท่านสามารถมองเห็นพระเกศธาตุด้วยสายตาของท่านเอง) นำท่านสักการะ รูปปั้นเทพทันใจ ( นัตโบโบยี ) ซึ่งชาวพม่าให้ความเคารพอย่างมากและนิยมมาขอพร ด้วยเชื่อว่าอธิฐานสิ่งใดจะสมความปรารถนาทันทีมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ขอพรแล้ว สมดั่งคำอธิฐาน จึงทำให้หลายท่านต้องกลับมาสักการะท่าน หลายๆๆครั้ง
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
จากนั้นนำท่านช๊อปปิ้งตลาด“สก๊อตมาร์เก็ต” (SCOTT MARKET)หรือ ตลาดโบ่ซกอ่องซานซึ่งสร้างโดยชาวสก๊อตสมัยเมื่อครั้งพม่ายังคงเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษ ภายในตลาดแห่งนี้มีสินค้าจำพวกงานหัตถกรรมของพม่าให้เลือกซื้อหามากมาย อาทิ อัญมณี แพรพรรณ งานฝีมือ งานแกะสลักไม้ เครื่องเขิน ตุ๊กตา เครื่องดนตรี โสร่ง ย่าม เครื่องหวาย และภาพหวาด จากนั้นนำท่านนมัสการ พระหินอ่อน ซึ่งเป็นพระที่ทำมาจากหินอ่อนทั้งองค์และใช้หินก้อนเดียวในการเกาะสลัก โดยใช้ช่างเกาะสลักชาวพม่าฝีมือดี สมควรแก่เวลานำท่านเดินทางสู้ สนามบิน ย่างกุ้ง
14.00 น. จากนั้นเดินทางสู้ สนามบิน ย่างกุ้ง
16.30 น. ออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ MyanmarAirwaysเที่ยวบินที่ 8M 331
18.15 น. เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพ
*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
อัตราค่าบริการ
|
ผู้ใหญ่ พักห้องละ 2 ท่าน
|
ท่านละ บาท
|
|
เด็กพักกับผู้ใหญ่2 ท่าน เสริมเตียง
|
ท่านละ บาท
|
|
เด็กพักกับผู้ใหญ่2 ท่าน ไม่เสริมเตียง
|
ท่านละ บาท
|
|
พักเดี่ยวเพิ่ม
|
ท่านละ บาท
|
|
อัตรานี้รวม
|
อัตรานี้ไม่รวม
|
|
- ค่าตั๋วเครื่องบิน ไป-กลับ // ตั่วบินภายใน
|
- หักภาษี ณ ที่จ่าย 3%
|
|
- ค่าโรงแรมที่พัก 6 คืน/ อาหารตามรายการที่ระบุ
|
- ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 %
|
|
- ค่ามัคคุเทศก์ท้องถิ่นนำเที่ยว
|
- ค่าทิปมัคคุเทศก์ท้องถิ่น และ คนขับรถ
|
|
- ค่าพาหนะที่ใช้นำเที่ยว
|
- ค่าใช้จ่ายส่วนตัวนอกเหนือจากรายการ
|
|
- ค่าภาษีสนามบินไทย 700 บาท
|
|
|
- ค่าภาษีสนามบินพม่า 10 USD
|
|
|
- ค่าบริการวีซ่าพม่า 950 บาท (คนไทย)
|
|
|
- ค่าเสลี่ยง 20 USD
|
|
|
- ค่าประกันภัยอุบัติเหตุในการเดินทาง วงเงิน
1,000,000 (เงื่อนไขตามกรมธรรม์)
|
|
เอกสารประกอบในการขอวีซ่า
- หนังสือเดินทางที่มีอายุเหลือก่อนเดินทางไม่ต่ำกว่า 6 เดือน และ รูปถ่ายสีหน้าตรง 2 นิ้ว จำนวน 2 รูป
- รายละเอียดอาชีพและที่อยู่ของผู้เดินทาง
การจองทัวร์และการชำระเงิน
ทางบริษัทฯ ขอรับเงินมัดจำท่านละ 5,000 บาท สำหรับการจองทัวร์ พร้อมสำเนาหนังสือเดินทางเพื่อสำรองที่นั่ง ค่าทัวร์
ส่วนที่เหลือชำระทั้งหมดก่อนเดินทางอย่างน้อย 14 วัน พร้อมหนังสือเดินทางเล่มจริงที่มีอายุเหลือก่อนวันเดินทางอย่าง น้อย 6 เดือน โดยมีหน้าว่างอย่างน้อย 2 หน้าและรูปถ่ายสีหน้าตรง (ห้ามใช้รูปขาวดำ) ขนาด1.5นิ้ว–2นิ้ว ท่านละ2 รูป
หมายเหตุ
**บริษัทฯมีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงหรือสับเปลี่ยนรายการได้ตามความเหมาะสม
**บริษัทขอสงวนสิทธิที่จะเลื่อนการเดินทางในกรณีที่มีผู้ร่วมคณะไม่ถึง 15 ท่าน
**ขอสงวนการเปลี่ยนแปลงราคาโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า
**การไม่รับประทานอาหารบางมื้อไม่เที่ยวตามรายการ ไม่สามารถขอหักค่าบริการคืนได้ เพราะการชำระค่าทัวร์เป็นไป
ในลักษณะเหมาจ่าย